อ่านและตอบกระทู้

สมาชิกแสดงความคิดเห็น แจ้งข่าวสาร

9 ส.ค. 2563
01698
เอเเอฟ 2
เอเเอฟ 2 สัปดาห์สร้างสรรค์(1)

คอลัมน์ งานเป็นเงา นสพ.มติชน

ลำแข

ผ่านสัปดาห์วัยรุ่นไปอีกครั้งด้วยเสียงปรบมือโห่ร้อง ชอบอกชอบใจกันเป็นการใหญ่ ราวกับจะปลดปล่อยความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอัดอั้น จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นมา ซึ่งที่จะคุยกันในวันนี้ ก็คือเรื่องการฝึกฝนเพื่อจะแสดงในสัปดาห์ก่อนนั้นเอง

ตลอดสัปดาห์ที่สมาชิกทั้ง 9 ได้การบ้านสำคัญเป็นเพลง *สุนทราภรณ์* มาฝึก ไม่ว่าจะโดยตั้งใจมากน้อยแค่ไหนหรือไม่ของผู้กำหนดรายการก็ตาม แต่สัปดาห์นั้นกลายเป็นสัปดาห์ตัวอย่าง ซึ่งเกิดคุณประโยชน์ขึ้นอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด

อย่างน้อยที่ตรงที่สุด คือการเชื่อมโลกซึ่งขาดหายระหว่างรุ่นต่อรุ่น ที่สังคมเราไม่เคยคิดถึง และไม่เคยทำ

เป็นแต่เคยบ่น เคยเรียกร้องหา หากปราศจากการตอบสนองมาตลอด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด

ประเด็นที่ให้ประโยชน์ทันทีคือภาษาไทยของเราเอง ที่เมื่อครู *ลิลลี่* เริ่มสอน ไม่ว่าสมาชิกหรือผู้ชมทางบ้าน ต่างได้ทบทวนความรู้ เรื่องที่ต้องรู้ และประโยชน์ของความรู้ในภาษาที่เราลืมหรือไม่ได้สนใจไปแล้ว ว่าสิ่งที่ลืมไปนั้นสำคัญขนาดไหน

อย่างน้อย เพียงคำควบกล้ำ ที่ทำให้นักร้องฝึกหัดเหล่านี้ตระหนักขึ้นฉับพลัน เป็นประสบการณ์ตรง เพราะต้องใช้ออกเสียงร้องเพลง ซึ่งหากเป็นเวลาปกติอื่นๆ ก็อาจไม่ทำให้คิดหรือรู้สึกสำคัญอะไรขึ้นมาได้

แต่ถ้าออกเสียงผิด ความหมายก็ผิด เพลงที่ร้องก็จะผิดไปหมด

ต่างกับที่คนเดี๋ยวนี้พูดผิดๆ ถูกๆ ควบบ้างไม่ควบบ้าง ทั้งๆ ที่อาจเป็นคนอ่านข่าวหน้าจอโทรทัศน์ ปับปุง เปี่ยนแปลง เพราะไม่คิดว่าจะมีความหมายอะไรจากการที่ออกเสียงส่งๆ ไปอย่างนั้น

แต่เพลงไม่ใช่(ทั้งๆ ที่คำพูดคำอ่านถ้าเสียงผิดความหมายก็ผิดเช่นเดียวกัน แต่คนสนใจให้ความสำคัญต่างกัน) ถ้าร้องผิดก็จะเพี้ยนทำให้เละตลอดไปทั้งเพลง

ดังนั้น ชั่วคืนเดียวหลังจากเรียนภาษาไทย ทุกคนก็เข้าใจและทำได้ดีขึ้นผิดหูผิดตา

กระทั่ง *อติพร เสนะวงศ์* ทายาทครู *เอื้อ สุนทรสนาน* และธิดา *ไข่หวาน* (ซึ่งความน่ารักแย่งซีนทุกคนทุกครั้งที่ปรากฏบนจอ) ซึ่งมาช่วยวิจารณ์กำกับให้ถึง 2 ครั้ง ยังออกปากชม ชนิดผู้คอยดูทางทีวีพลอยชื่นใจตามกันไปด้วย

กับความน่ารักและเมตตาของนักร้องรุ่นแม่รุ่นป้าเช่น *ดาวใจ ไพจิตร* ที่เสียงดังฟังชัดอย่างจริงใจ แถมก่อนกลับยังห่วงว่าพูดมากไปหรือเปล่า *จิตติมา เจือใจ* ที่อ่อนหวานใจดี *พรศุลี วิชเวช* ที่แสนกรุณา ทั้งยังพากันไปให้กำลังใจหลานๆ กันถึงเวทีคอนเสิร์ตในคืนแสดงอีกด้วย

หน้าตายิ้มแย้มคอยเอาใจช่วยของ *ครูๆ* พิเศษสุดเหล่านี้ เห็นแล้วน่าตื้นตันใจ

การเรียนรู้ภาษาไทยแม้เพียงชั่วครู่ และการใช้เพลงสุนทราภรณ์เป็นโจทย์ จะมากจะน้อย ทำให้สมาชิกกับคนในสังคมที่ติดตามรายการ ได้เชื่อมร้อยเวลาที่ขาดหาย เข้าด้วยกันอีกครั้ง ซึ่งหากใช้เวลาใคร่ครวญเรื่องนี้สักหน่อย ก็จะเห็นต่อไปว่า มีเรื่องสำคัญต่างๆ อีกมากมาย ที่สังคมเราไม่เคยได้เชื่อมร้อยคนแต่ละรุ่นเข้าด้วยกัน เหมือนสังคมที่เจริญแล้วอื่นๆ

ไม่เฉพาะเรื่องเพลงหรือภูมิปัญญาทางศิลปหรือสุนทรียศิลป์อื่นๆ ไม่ว่าประวัติศาสตร์ การเมือง และศีลธรรมจรรยาที่เคยกำกับสังคม ฯลฯ ล้วนขาดหายไปเกือบจะหมดสิ้นในครึ่งศตวรรษหลัง นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา

ทำให้เมืองไทยเสื่อมทรามลงถึงขนาด กระทั่งเพื่อนบ้านที่เคยล้าหลังเรามาก่อน ยังแซงหน้าไปแล้วเกือบจะทุกประเทศ

ความเจริญทางวัตถุที่เป็นถนนหนทางนั้นมานับไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่ตัวแทนสติปัญญาของคน

ถ้าเรายังเป็นคนที่ไม่เคยหันมองอดีตบรรพบุรุษเพื่อเรียนรู้ ไม่ยอมมอง มีแต่จะดุ่มไปข้างหน้าอย่างมืดบอด ถือความรู้ตะวันตกเป็นสรณะ ใช้วัฒนธรรมตะวันตกเป็นวิถีดำเนินชีวิต

ประเทศที่สร้างสมภูมิปัญญาและเอกลักษณ์มายาวนานเกือบจะพันปี ก็คงเสื่อมสลายไปอย่างน่าเวทนา ซึ่งโทษใครไม่ได้ นอกจากคนรุ่นหลังที่กินบุญบรรพบุรุษไปเปล่าๆ โดยสร้างสรรค์อะไรไม่เป็นนี่เอง

วิรัมภา21 กันยายน 48 เวลา 17:48 น.


โปรดอ่าน ก่อนแสดงความเห็น
โปรดหลีกเลี่ยงการใช้หลายชื่อในห้องกระทู้ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาในการเข้าบ้านคนรักสุนทราภรณ์ครั้งต่อไป