อ่านและตอบกระทู้

สมาชิกแสดงความคิดเห็น แจ้งข่าวสาร

26 ต.ค. 2563
00241
บทความ สุนทราภรณ์ ของวาณิช จรุงกิจอนันต์
อ่านบทความของคุณวานิช จรุงกิจอนันต์ เลยเอามาฝากให้พี่ ๆ น้อง ๆ ได้อ่านกันถ้วนหน้านะครับ

สุนทราภรณ์

วานิช จรุงกิจอนันต์. " สุนทราภรณ์ ," มติชนสุดสัปดาห์. 22,1143 (15-21 กรกฎาคม 2545) หน้า 71.

มีหนังสือปกแข็งเล่มหนาเล่มหนึ่งวางตลาดอยู่ตอนนี้ ชื่อหนังสือว่า "พระเจ้าทั้งห้าตำนานความเป็นมาของ สุนทราภรณ์ " ผู้เขียนและรวบรวมเรียบเรียงเรื่องราวหลากหลายในหนังสือเล่มนี้ คือ ไพบูลย์ สำราญภูติ ผมไม่ชอบชื่อหนังสือเลย ฟังดูเหมือนกับหนังสือเกี่ยวกับพระเยซูยังไงชอบกล แต่ยืนยันนะครับว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านน่ามีเก็บไว้สำหรับใครก็ตามที่เคยได้ยินเพลงของ สุนทราภรณ์ และใครที่คิดต่อไปจะได้ยินเพลง สุนทราภรณ์

เพลงของวง สุนทราภรณ์ นั้นไม่ไปไหนแน่ ๆ ครับ จะอยู่คู่กับวงการเพลงในเมืองไทยไปจนกว่าโลกจะแตก

วง สุนทราภรณ์ นั้นมีอายุมากถึงวันนี้ก็นับได้หกสิบสามปี ก็พอเป็นที่เข้าใจได้นะครับว่าวง สุนทราภรณ์ นั้น เมื่อไม่มี ครู เอื้อ สุนทรสนาน ก็ไม่ใช่วง สุนทราภรณ์ วงเดิมอีกแล้ว เป็นความรู้สึกของคนทั่วไปที่โตมาทันยุคของครู เอื้อ ว่าครู เอื้อนั้นก็คือ สุนทราภรณ์ หรือวง สุนทราภรณ์ คือครู เอื้อ

ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ได้เป็นแฟน สุนทราภรณ์ แต่เป็นเด็กโตในตลาดนะครับ จึงเป็นเรื่องปรกติที่จะต้องได้ยินเพลงของวง สุนทราภรณ์ เนื่องจากมีวิทยุและโทรทัศน์ อีกอย่างพวกเจ๊ ๆ ในตลาดนั้นหลายคนก็ชอบเพลง สุนทราภรณ์ ทั้งนี้ รวมถึงเจ๊พี่สาวคนโตผมด้วย ได้ยินร้องเพลงสนต้องลม ของ รวงทอง ทองลั่นธม บ่อย ๆ "ลมพัดโชยพลิ้วมา เยือกเย็นอุราพาให้ชื่น ลมเย็นระรื่น ชุ่มชื่นรื่นฤทัย"

ผมเข้ากรุงเทพฯ เมื่อต้นปีสองพันห้าร้อยแปด ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่วง สุนทราภรณ์ กำลังรุ่งเรืองอย่างมาก เพื่อนใหม่ ๆ ของผม โดยเฉพาะพวกที่เป็นเด็กกรุงเทพฯ ชอบร้องชอบฟังเพลง สุนทราภรณ์ กัน

ยังจำได้ว่าเพื่อนคนหนึ่งร้องเพลงพรานล่อเนื้อให้ฟัง "เจ้ายักคิ้วให้พี่ เจ้ายิ้มให้พี่เหมือนเจ้าจะมีรักอารมณ์ ยั่วเรียมให้เหงามิใช่เจ้าชื่นชม อกเรียมก็ตรมตรมเพราะคมตาเจ้า" ผมชอบมากก็เลยจดเนื้อมาร้องบ้าง

ผมร้องและจำเพลง สุนทราภรณ์ ได้มาบ้างก่อนหน้า อย่างเพลง ลาทีปากน้ำ เป็นต้น ตอนนั้นน่าจะราว ๆ ปีสองพันห้าร้อยหกหรือเจ็ด เพื่อนคนหนึ่งร้องให้ฟัง ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ฟังแล้วชอบก็ให้เพื่อนจดเนื้อร้องให้ฟังซ้ำ ๆ จนจำได้ร้องได้

เพลงนี้แต่งโดย ศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ นภดล ชาวไร่เงิน ขับร้องเป็นเพลงแรกในชีวิตการร้องเพลง

หนังสือพระเจ้าทั้งห้า ที่ว่านี้ มีส่วนหนึ่งบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับวงการเพลง โดยเฉพาะเพลงจากวง สุนทราภรณ์ ไว้ เรียงปีย้อนไปถึงตั้งแต่ปีสองพันสี่ร้อยยี่สิบหก เป็นปีเกิดของพระเจนดุริยางค์

ทำให้ได้รู้ว่า เพลง ลาทีปากน้ำ นั้นมาในปีสองพันห้าร้อยหก

ทุกวันนี้ผมยังทึ่งอยู่เลยว่า ศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ แต่งเพลงนี้ได้อย่างไร "ลาทีปากน้ำน้ำจงจบกรรมจำเศร้า วิญญาณรักเราน้ำจงรับเอาเฝ้าธารอันพล่านภูติพราย อนาถใจหนาขอลาดินฟ้าอาวรณ์ก่อนตาย โถยังเสียดาย เสียดายนิยายสวรรค์สวาท" ผมชอบเพลงนี้มาก เลยทำให้ตามเพลงของนภดล ชาวไร่เงิน อยู่ต่อมาอีกหลายเพลง

"ความรักของเราพบกันที่ลพบุรี เมื่อก่อนเธอรักกับพี่เดี๋ยวนี้เธอเป็นของใคร เจ้าคงไม่รู้ยอดชู้ทำให้ช้ำใจ จึงต้องจากน้องหมองไหม้ ตัดใจจากน้องไม่ลง..." และ "เที่ยวสุพรรณบุรี เมื่อน้องได้พบกับพี่รักพาให้เพ้อ รักกันครั้งใดรักช่างทำให้อยากเจอ ไม่ควรจะคิดรักเธอรักเธอให้ช้ำดวงใจ"

ฟังต่ออีกท่อนนะครับ เพลงนี้เพราะ เพราะเกี่ยวกับสุพรรณบุรี (ฮา) "สุดอาวรณ์เมื่อก่อนไปดอนเจดีย์ น้องเคยสัญญากับพี่น้องนี้คงจำมิได้ สาบานสัญญากลับเป็นน้ำตาท่วมใจ แต่ก่อนแต่ไรจำได้ไหมที่เมืองสุพรรณ"

อีกเพลงของนภดลก็คือ "โออัมพวานี่หนางามจริง..." ทั้งหมดนี้ใครแต่งก็ไม่ทราบ ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับคนแต่งเพลง ผมเพิ่งจะรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่าคนที่แต่งเพลงลาทีปากน้ำ คือ ศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ

ในหนังสือพระเจ้าทั้งห้านี้ มีเรื่องราวของนักร้องนักแต่งเพลงชาว สุนทราภรณ์ รวบรวมอยู่มาก ที่สำคัญสำหรับผมคือมีประวัติและเรื่องราวบางส่วนของ ศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ อยู่ด้วย ความที่โง่ ๆ เซ่อ ๆ เรื่องเกี่ยวกับวง สุนทราภรณ์ ผมเคยถามใครอยู่หนสองหนว่าศรีสวัสดิ์นี่ตายไปหรือยัง

ตายแล้วครับ ตายไปตั้งแต่ปีสองพันห้าร้อยยี่สิบห้าโน่น

ศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ เป็นนักแต่งเพลงที่ผมรู้สึกว่าใช้ภาษาแตกต่างจากนักแต่งเพลงคนอื่น ๆ กล้าใช้คำที่ผมคิดว่านักแต่งเพลงอื่น ๆ ไม่กล้าใช้ เพราะใช้แล้วกลัวว่าจะไม่เป็นที่ฟังรู้เรื่อง อย่างเพลงลาทีปากน้ำ ที่ว่า "ตัวมาปากน้ำน้ำตาเจ้ากรรมพรำร่วง มันรินรดทรวงรดแดร้อนดวงร

เทพกร บวรศิลป์3 สิงหาคม 45 เวลา 20:23 น.


โปรดอ่าน ก่อนแสดงความเห็น
โปรดหลีกเลี่ยงการใช้หลายชื่อในห้องกระทู้ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาในการเข้าบ้านคนรักสุนทราภรณ์ครั้งต่อไป